วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เพลง : Jingle Bell

Dashing through the snow
On a one-horse open sleigh,
Over the fields we go,
Laughing all the way;
Bells on bob-tail ring,
making spirits bright,
What fun it is to ride and sing
A sleighing song tonight
Jingle bells, jingle bells,
jingle all the way!
O what fun it is to ride
In a one-horse open sleigh
A day or two ago,
I thought I'd take a ride,
And soon Miss Fanny Bright
Was seated by my side;
The horse was lean and lank;
Misfortune seemed his lot;
He got into a drifted bank,
And we, we got upsot.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.
A day or two ago,
the story I must tell
I went out on the snow
And on my back I fell;
A gent was riding by
In a one-horse open sleigh,
He laughed as there
I sprawling lie,
But quickly drove away.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.
Now the ground is white
Go it while you're young,
Take the girls tonight
And sing this sleighing song;
Just get a bob-tailed bay
two-forty as his speed
Hitch him to an open sleigh
And crack! you'll take the lead.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประวัติวันคริสต์มาส

ประวัติวันคริสต์มาส
คำว่า คริสต์มาส ภาษาอังกฤษเขียนว่า Christmas ดังนั้นอย่าลืม "ต์" อยู่ที่คำว่า คริสต์ (Christ) ไม่ใช่คำว่า "มาส" (Mas) Christmas มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า โดยพบคำนี้ครั้งแรกในเอกสารโบราณในปี ค.ศ.1038 ภายหลังแปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส ซึ่งเป็นวันเกิดของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ ออกัสตัส แห่งโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็ขานรับนโยบาย อย่างไรก็ตามในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ โดยตั้งแต่ปีค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปีค.ศ.64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปีค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย สำหรับองค์ประกอบในงานฉลองวันคริสต์มาสมีความเป็นมาเช่นกัน เริ่มที่คำอวยพรว่า Merry Christmas สุขสันต์วันคริสต์มาส คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส ต่อมาคือ "เพลง" ที่ใช้เฉลิมฉลองทั้งจังหวะช้าและจังหวะสนุกสนาน ส่วนใหญ่แต่งในยุคพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ (ค.ศ.1840-1900) ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลกโดยแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย สำหรับ "ซานตาคลอส" เซนต์นิโคลัสแห่งเมืองมีรา สมัยศตวรรษที่ 4 ได้รับการขนานนามให้เป็นซานตาคลอสคนแรก เพราะวันหนึ่งท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งแล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี ปิดท้ายที่ต้นคริสต์มาส หรือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน ต้องย้อนไปศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมามาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปีค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก คริสต์มาส คือการฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้า เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า คริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า เพราะการร่วมพิธีมิสซา เป็นประเพณี สำคัญที่สุด ที่ชาวคริสต์ถือปฎิบัติกันในวันคริสต์มาส คำว่า Christes Maesse พบครั้งแรกในเอกสาร โบราณ เป็นภาษาอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1038 และคำนี้ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อย ๆ ในเทศกาลนี้คือ Merry Christmas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ เพราะฉะนั้น คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพร คนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

>>>รู้ไว้ใช่ว่า<<<

1. การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น 3 หยด จะแก้เผ็ดได้ เพราะอาการเผ็ดเกิดจากสานที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรสที่ลิ้น ร่างกายจะแสดงปฏิกิริยาโดยขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป
2. การดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ เพราะการคาบหรืออมนมยางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดานไม่กระเทือนสั่นไหว จึงไม่เกิดอาการกรน และไม่นอนอ้าปาดอีกด้วย
3. แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริง เพราะถ้าเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดงกรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิดอื่นเช่น มะนาว เกรป ฟรุ๊ต หรือมันฝรั่งก็ทำได้เช่นกัน
4. ปัสสาวะมนุษย์ใช้ทำนาสีฟันในสมัยโบราณจริง โดยแพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าวถึงเป็นน้ำยาบ้วนปสกที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์
5. วัวกระทิงเกลียดสีแดงจริงหรือ ไม่จริง เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล้อด้วยผ้าสีแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคาญ และเพราะถูกยิ่วมากกว่า
6. เพรชแท้จะไม่ติดสีหมึก เพราะการทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอนู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม
7. แสงแดดอ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้จริง เพราะแสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดการสร้างเมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่มืด จะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดอาการง่วง เหงา ซึมเซาได้
8. การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ เพราะ การฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอ็นดอ์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาอาการปวดข้อได้

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ประวัตินางนพมาศ



วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง อะแฮ่ม ๆ...ใกล้จะถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หรือ วันลอยกระทง อีกเทศกาลสำคัญของคนไทยกันแล้ว หลายคนคงใจจดใจจ่ออยากไป ลอยกระทง ใน วันลอยกระทง กันใช่ไหมล่ะ เพราะนอกจากจะได้ขอขมาพระแม่คงคาแล้ว ยังมีความเชื่อกันว่าการ ลอยกระทง เป็นการลอยทุกข์ลอยโศกและสิ่งไม่ดีในชีวิตออกไปอีกด้วย
นอกจากนี้ ความน่าสนใจของ วันลอยกระทง ยังอยู่ที่การจัดงาน ลอยกระทง อย่างยิ่งใหญ่ในทุก ๆ จังหวัดทั่วประเทศ โดยกิจกรรม วันลอยกระทง มักจะมีการเล่นดอกไม้ไฟ พลุ รวมถึงการแสดงมหรสพต่าง ๆ มากมาย ที่สำคัญยังมีการประกวดสาวงาม วันลอยกระทง หรือที่เรียกกันว่า นางนพมาศ อีกด้วย ...อะๆ หลายคนอาจสงสัยว่านางนพมาศคือใคร มีที่ไปที่มาอย่างไร แล้วทำไมต้องเรียว่า นางนพมาศ เอาเป็นว่าเราไปความรู้จักกับ "ประวัตินางนพมาศ" กันดีกว่าค่ะ...
นางนพมาศ หรือบ้างก็เรียกกันว่า เรวดี นพมาศ เกิดในรัชกาลพญาเลอไท กษัตริย์ที่ 4 แห่งราชวงศ์พระร่วง นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนางเรวดี บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท มีรูปสมบัติและคุณสมบัติที่งดงาม ได้รับการอบรมจากบิดา มีความรู้ทางอักษรศาสตร์ พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ การช่างของสตรี ตลอดจนการขับร้องดนตรี สันนิษฐานว่า นางนพมาศ ได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระยาลิไท ในยุคสุโขทัย และเป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอก ตำแหน่ง ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งกล่าวกันว่า นางนพมาศ เป็นบุคคลที่ฉลาดถ่อมตัวเป็นอย่างยิ่ง จนได้สมญาว่า "กวีหญิงคนแรกของไทย" ดังเช่นที่มีข้อความเขียนไว้ว่า...
"ทั้งเป็นสตรี สติปัญญาก็น้อยกว่าบุรุษ แล้วก็ยังอ่อนหย่อนอายุ กำลังจะรักรูปและแต่งกาย ซึ่งอุตสาหะพากเพียร กล่าวเป็นทำเนียบไว้ ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้สตรีอันมีประเภทเสมอด้วยตน พึงให้ทราบว่าข้าน้อยนพมาศ กระทำราชกิจในสมเด็จพระร่วยงเจ้ากรุงมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นการควรกับเหตุ ถูกต้องพระราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฎชื่อแสียงว่าเป็นสตรีนักปราชญ์ ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน"
ทั้งนี้ นางนพมาศ ได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วงในกาลต่อมา ที่สำคัญ ๆ มีอยู่ 3 ครั้ง คือ...
ครั้งที่ 1 เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) นางได้คิดประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) มีนกเกาะดอกไม้สีสวยๆ ต่างๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก
ครั้งที่ 2 ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทร์ศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซี่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน
ครั้งที่ 3 นางนพมาศ ได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่าแต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้
นอกจากนี้ นางนพมาศ ยังได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการเข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย โดย ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ นี้แต่งด้วยร้อยแก้วมีกลอนดอกสร้อยแทรก ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือ คือศิลาจารึกหลักที่ 1 และ ไตรภูมิพระร่วง โดยเนื้อเรื่องใน ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่าง ๆ ของไทย เช่น การประดิษฐ์ พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
และนี่คือ ประวัตินางนพมาศ สนมเอกของสมเด็จพระร่วงเจ้า ที่เป็นหญิงงาม ฉลาด และเป็นผู้ประดิษฐ์กระทงรูปดอกบัว จนกระทั่งมาเป็นต้นแบบของการประกวด นางนพมาศ ใน วันลอยกระทง ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายท่านยังคงสงสัยว่า นางนพมาศ ในอดีตนั้นจะเคยมีตัวตนอยู่จริงหรือแค่ตำนาน?!?

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สาระพัน ประโยชน์ ของชาเขียวที่คุณยังไม่รู้!!!!!

สาระพัน ประโยชน์ ของชาเขียวที่คุณยังไม่รู้!!!!!

ชาเขียวชนิดผงสกัดลิขสิทธิ์อเมริกาป้องกันและรักษาโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน โรคไต และลดไขมันส่วนเกิน ได้ผล100%มีประโยชน์นานับประการต่อสุขภาพมากๆ
ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากอเมริกาได้รับรองอย. 60 ประเทศทั่วโลก
สกัดจากไบชาเขียวอ่อนและพืชสมุนไพร มีประสิทธิภาพคล้ายกับชาใบหม่อนแต่มากกว่าและให้ประโยชน์ดังนี้

-เปลี่ยนไขมันที่สะสมไปเป็นพลังงาน(ลดกระชับส่วน ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง เซลล์ลูไลท์ ได้อย่างดี) เห็นผลใน 2-3
เพิ่มการเผาผลาญ ทดแทนการออกกำลังกาย (สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ)

-ลดระดับน้ำตาลในเลือด(สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน)

-ลดไขมันและโคเลสเตอรอลที่ไปอุดตันตามหลอดเลือดหัวใจ (เป็นการป้องกันการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ)
-ต้านอนุมูลอิสระที่ปนเปื้อนเข้ามาสู่ร่างกายในแต่ละวัน(มลพิษ,สารปนเปื้อนมากับอาหาร,ควันบุหรี่,ควันท่อไอเสีย ฯลฯ)

-ล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกายออกไปทางปัสสาวะ(ผู้ที่เป็นโรคไตสามารถด
ไตสามารถดื่มได้ทุกวันเพราะช่วยให้ไตซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียทำงานน้อยลง)

-ป้องกันและชลอการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้ายซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

-ชลอความแก่เพราะสารในชาเขียวมีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระและชลอการเ่หี่ยวย่นของเซลล์ผิวได้ถึง 40%ทำให้ผิวหนังไม่เ่ยวย่นก่อนวันอันมีสาเหตุมาจากแสง uv

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

คอนแทคเลนส์แฟชั่น

คอนแทคเลนส์แฟชั่น เพื่ออะไร?
- คอนแทคเลนส์แฟชั่นนี่ นับพวก ตาโต เลนส์สีอะไรแบบนี้นะ ลักษณะก็จะเป็นเหมือนคอนแทคเลนส์แบบใสนั่นแหล่ะ บางรุ่นก็มีค่าสายตา บางรุ่นก็ไม่มี แต่ที่แน่ๆคือมีสีพื้น มีสีขอบ มีสามสีซ้อนกัน สรุปคือมันมีสีน่ะ (ถ้าไม่มีสีก็ไม่ใช่แฟชั่นสิ) บางรุ่นก็ขนาดใหญ่กว่าคอนแทคเลนส์ปกติ 14.0mm 14.5mm 14.8mm อะไรพวกนี้ จุดประสงค์หลักของมันก็คือ การสร้างความแปลกใหม่ให้กับดวงตา เช่นเลนส์สี ก็เปลี่ยนสีตา จากตาสีดำก็อาจจะอยากตาสีฟ้า ก็ใส่คอนแทคเลนส์สีเข้าไป เพิ่มขนาดตาดำ บางคนตาดำเล็ก ตาตี่ อยากดูตาโตขึ้น ก็ใส่พวกคอนแทคเลนส์ตาโต ช่วยให้ตาดำดูโตขึ้น เป็นการอำพรางความบกพร่องของรูปตาได้ บางคนอาจบอกว่า ใส่ทำไม เป็นสิ่งแปลกปลอม ไม่เป็นธรรมชาติ ดูหลอกลวง บางคนถึงกับด่าคนที่ใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่น บางคนมีคนรู้จักใส่ก็ตกใจรีบห้าม เหมือนเป็นเรื่องร้ายแรงมาก(ตกใจเหมือนเป็นโรคติดต่อยังไงยังงั้น) ซึ่งจริงๆตรงนี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคลนะ เพราะว่า การใส่เนี่ย ไปใส่ที่ตาเค้า ไม่ใช่ที่ตาเรา แน่นอนว่าเราเป็นห่วง แต่ต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เตือนเรื่องการใช้งาน การรักษาความสะอาด ไม่ใช่ด่าว่า โง่ บ้า อะไรอย่างนี้ ไม่ดี ไม่ทำนะคะ จุ๊ๆ บางคนเลือกใส่คอนแทคเลนส์สีเพื่อง่ายต่อการสังเกต เวลาตกหล่น บางคนเลือกใส่เพราะไหนๆก็ใส่เลนส์สายตาอยู่แล้ว บางคนเลือกใส่เพราะต้องการพัฒนาบุคคลิกภาพของตน บางคนเลือกใส่เพราะเห็นเป็นแฟชั่น ตามเพื่อน ฯลฯ ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนพึงทำได้นะคะ แต่ต้องตั้งอยู่บนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
คอนแทคเลนส์แฟชั่น กับข่าวอันน่าสะพรึง?
- คงเคยได้ยินกันเนอะ พวกข่าวใส่คอนแทคเลนส์สีแล้วตาบอดอะไรพวกนี้น่ะ อ่านแล้วมันน่าขนลุก น่ากลัวมากๆ หลายคนอ่านแล้วถึงขนาดไม่กล้าใส่ เห็นใครใส่ต้องรีบห้าม ตกอกตกใจกันยกใหญ่ หากลองอ่านดีๆนะคะ จะเห็นว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ก่อนจะเข้าใจผิดกะไปมากกว่านี้ ^ ^ เหตุที่มาของข่าวอันตรายคอนแทคเลนส์นั้นมีสาเหตดังต่อไปนี้
- มีคนมาเล่าว่าเค้าหวิดตาบอดจากการใส่คอนแทคเลนส์สีเพียงไม่กี่ครั้ง พอเข้าไปอ่านเนื้อหา ปรากฏว่ามันจะไม่ตาบอดได้ยังไงละคะ ในเมื่อ
-เค้าห้ามใส่นอน น้องแกก็ใส่นอน บอกว่าขี้เกียจใส่ตอนเช้า กลัวไปเรียนไม่ทัน เหตุที่ ห้ามใส่นอน เพราะคอนแทคเลนส์นั้นจะไปครอบตาดำไว้ ทำให้ Oxygen ไม่สามารถเข้าสู่ตาดำได้ ซึ่งการใส่คอนแทคเลนส์ที่ถูกต้อง ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ติดต่อกันเกิน 8 ช.ม. หากใส่เกินกว่านั้น จะทำให้ตาดำขาดOxygen เป็นเหตุให้เคืองตา ตาบวมแดง หรือถึงขั้น บอดสนิทศิษย์ส่ายหน้า...
- ใส่เสร็จ ถอดออกมาเค้าให้ล้างทุกครั้ง น้องแกก็ไม่ล้างแช่ไว้เฉยๆ น้ำยาก็ไม่เคยจะเปลี่ยน เหตุที่เค้าให้ล้าง ก็เพราะ เวลาเราใส่คอนแทคเลนส์เนี่ย จะมีพวกคราบโปรตีนมาเกาะ พวกคราบโปรตีนจะทำให้เกิดจะหมักหมมของเชื้อแบคทีเรีย แช่ลงไปในน้ำยา น้ำยาก็มีแบคทีเรีย เอามาใส่ใหม่ ก็เท่ากับเอาแบคทีเรียมาใส่ที่ตาเรา ดังนั้นหลังถอดคอนแทคเลนส์ควรล้างทุกครั้ง โดยล้างตามวิธีที่ถูกต้อง ใส่ทุกวันก็ล้างทุกวัน เปลี่ยนน้ำยาทุกวัน ไม่ได้ใส่ทุกวัน ก็ 3 วันเอาออกมาล้างที พร้อมเปลี่ยนน้ำยาด้วย ล้างตลับคอนแทคเลนส์และลวกน้ำเดือดทุกสัปดาห์ และเขวี้ยงแม่งทิ้ง แกะเอาตลับอันใหม่มาใช้ ทุก 1-3 เดือน
- เห็นถูกดี คู่ละ 69 คนขายบอกใส่ได้ 3 เดือน น้องแกก็เลยซื้อมา โถ น้องขา เห็นแก่ของถูก คอนแทคเลนส์ที่ขายบางทีก็เอาของไม่ได้คุณภาพมาขาย ของค้างปี คอนแทคเลนส์ที่หมดอายุแล้วบ้างล่ะ เอามาขายถูกๆ คนไม่รู้เรื่องก็ไปซื้อมาใส่ บางทีของยี่ห้อเดียวกันรุ่นเดียวกันแต่คนละที่ ขายราคาต่างกันลิบ อันนี้ต้องเอะใจบ้างนะ ว่าทำไมมันถูกเกินแพงเกินอย่างไร ดูราคาตลาดไว้ ที่ไหนขายถูกเว่อร์ ก็น่าสงสัยละ ว่าค้างว่าปลอมอย่างไร
- คอนแทคเลนส์มันครบเดือนแล้วอ่ะ แต่มันยังดูปกติอยู่เลยนี่นา ใส่ต่อละกัน เสียดาย น้องจะเสียดายเงินหรือเสียดายลูกตาน้องดี ไม่ได้แนะนำให้ใช้เงินฟุ่มเฟือยนะ แต่กับลูกตาเนี่ยขอเหอะ ถ้ามันครบเดือนแล้วก็ทิ้งมันไป อย่าไปเสียดายเลย เพราะดวงตาเรามีแค่คู่เดียวนะ อย่าให้เหตุเกิดจากความงกมาทำลายชีวิตเรานะจ๊ะ
สรุปง่ายๆ ต้นเหตุของข่าว ก็มาจาก ......ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความซกมก ขี้เกียจ ความงก ของคนเรานี่ล่ะ ถ้าหากเราเพียงศึกษารายละเอียดข้อมูลให้ถี่ถ้วน ปฏิบัติตามข้อแนะนำที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด เน้น ว่า เคร่งครัด นะคะ ก็จะไม่เกิดเหตการณ์ดังในข่าว
คอนแทคเลนส์แฟชั่น...คุณหรือโทษ?
- คอนแทคเลนส์ไม่ได้มีคุณหรือโทษในตัวมันเองค่ะ หากแต่คุณหรือโทษ นั้นเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์อย่างถูกหรือผิดวิธี ซึ่งจุดนี้ ก็มาจากความรู้ความเข้าใจในการใช้คอนแทคเลนส์ของแต่ละบุคคล ดังนั้น น้องๆ และเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนที่สนใจอยากใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่น พึ่งกระทำดังนี้
1. ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางสายตา ก่อนเริ่มใช้คอนแทคเลนส์สี หรือศึกษารายละเอียดการใช้โดยละเอียดถี่ถ้วน ลองหาอ่านจากเน็ตนี่ละคะ มีทั้งวิธีการดูแลรักษา การใส่ การล้าง อุปกรณ์ต่างๆ ตัวอย่างที่เป็นโทษ แล้วพิจารณากันให้ดีค่ะ
2. ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกต้องทั้งหมดอย่างเคร่งครัด โดยไม่ขาดตกบกพร่อง
3. ใช้คอนแทคเลนส์แฟชั่นที่ได้คุณภาพ ราคาสมเหตุสมผลค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำยาบ้วนปาก

ในปัจจุบันน้ำยาบ้วนปากมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด บางท่านอาจจะใช้อยู่แล้วหลายๆท่านอาจจะกำลังไป หามาใช้ ท่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่าน้ำยาบ้วนปากมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้มากน้อยเพียงใด

น้ำยาบ้วนปากที่มีขายกันทั่วไปตามท้องตลาด มีส่วนผสมหลักๆคือ สารฆ่าเชื้อโรคและสาร ที่มีกลิ่นหอมบางชนิดอาจมีฟลูออไรด์ผสมอยู่ด้วย สำหรับผลในการฆ่าเชื้อโรคก็อย่าไปหวังอะไร มากมายนักนะครับ เพราะว่าเชื้อในช่องปากสามารถก่อตัวขึ้นมาใหม่ ได้ภาย ในเวลาไม่กี่นาทีครับ (ยกเว้นน้ำยาบ้วนปากชนิดพิเศษที่หวังผลใน การฆ่าเชื้อสูงซึ่งเป็นคนละชนิดกับที่ขายกัน ตามท้องตลาดครับ)

ผลของมันส่วนใหญ่ก็แค่ทำให้ลมปากหอม สดชื่นและฟลูออไรด์ในนั้นอาจทำให้ฟัน แข็งแรงขึ้นบ้างเท่านั้นครับ ดังนั้นการอมน้ำยา บ้วนปากเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถทำให้ ฟันสะอาดขึ้นหรือว่าเหงือกแข็งแรงฟันไม่ผุ แต่อย่างใดคุณยังคงต้องแปรงฟันร่วมด้วย

ข้อเสีย
ข้อเสียของมันคงจะไม่มีอะไรนอกเสียจากมีราคาสูงครับ แต่ถ้าท่านมีกำลังเพียงพอที่จะหามาใช้ได้ ก็คงไม่มีปัญหาแต่อย่างใดแนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากกับผู้ที่ไม่สามารถแปรงฟัน ตามปกติได้ เช่น เพิ่งถอนฟันหรือผ่าฟันคุดมาใหม่ๆ แล้วแผลยังไม่หาย ยังแปรงฟันตรงนั้นไม่ได้ก็อาจบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วน ปากแทน แต่ถ้าคุณเริ่มแปรงได้เมื่อไหร่ก็พยายามแปรงจะ ดีกว่านะครับ หรือจะแปรงฟันร่วมกับการใช้น้ำยาบ้วนปากด้วยก็ได้